เวลาซื้อของใช้สแตนเลส ไม่ว่าจะเป็นหม้อ อ่างล้างจาน โต๊ะเตรียมอาหาร กระติกน้ำ หรือชิ้นส่วนงานท่อ มักเจอคำว่า 201 304 316 ติดมาด้วยเสมอ แต่ของจริงที่วางอยู่ตรงหน้ากลับดูเหมือนกันไปหมด บทความนี้อธิบายว่าตัวเลขเหล่านี้ต่างกันอย่างไร ทำไมงานที่สัมผัสอาหารถึงควรเลือกให้ถูกกลุ่ม และน้ำยาตรวจสอบสแตนเลสช่วยคัดกรองได้แค่ไหน พร้อมคำถามที่ลูกค้าถามบ่อยก่อนซื้อ

ตัวเลข 201 304 316 บอกอะไร
ตัวเลขเหล่านี้คือรหัสกลุ่มส่วนผสมของเหล็กกล้าไร้สนิม ความต่างหลักอยู่ที่ธาตุที่ผสมอยู่ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทนสนิมและการกัดกร่อน
| สแตนเลส 201 | สแตนเลส 304 | สแตนเลส 316 | |
|---|---|---|---|
| ส่วนผสมหลัก | แมงกานีสสูง (ราว 5.5% ขึ้นไป) นิกเกิลต่ำ | โครเมียม + นิกเกิล | โครเมียม + นิกเกิล + โมลิบดีนัม |
| การทนกัดกร่อน | กันสนิมได้ระดับทั่วไป | ทนกัดกร่อนได้ดี | ดีที่สุดในสามเกรด ทนกรด ด่าง และไอเกลือ |
| งานที่พบบ่อย | งานฮาร์ดแวร์ โครงสร้าง งานตกแต่ง | ภาชนะ ช้อนส้อม หม้อ งานครัวทั่วไป | งานที่เจอของเป็นกรด เค็ม ยา เครื่องดื่ม |
| ความทนทาน | ขึ้นสนิมได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะที่ชื้น | อายุใช้งานปกติ | ทนนานกว่า ไม่เกิดจุดด่างง่าย |
| ระดับการใช้งาน | ไม่จัดเป็นเกรดอาหาร | เกรดอาหาร | เกรดอาหาร / การแพทย์ มาตรฐานเข้มกว่า |

ทำไมงานสัมผัสอาหารต้องเลือกให้ถูกกลุ่ม
งานที่ต้องเจอน้ำ ความชื้น ความร้อน เกลือ หรือของที่มีความเป็นกรด เช่น น้ำมะนาว น้ำส้มสายชู ซอส น้ำซุป จะเร่งการกัดกร่อนของโลหะมากกว่าการใช้งานแห้งทั่วไป เกรดที่ทนกัดกร่อนได้น้อยกว่าจึงเกิดคราบ จุดด่าง หรือสนิมได้เร็วกว่า ทำให้ภาชนะดูเก่าไว ล้างยากขึ้น และต้องเปลี่ยนบ่อยกว่าที่ควร
แนวทางง่าย ๆ ที่ใช้กันคือ งานครัวและภาชนะสัมผัสอาหารทั่วไปเลือก 304 ส่วนงานที่เจอของเป็นกรด เค็ม หรือความชื้นสูงต่อเนื่อง เช่น ถังผสมซอส ถังหมัก อุปกรณ์ริมทะเล ให้ขยับไป 316 ส่วน 201 เหมาะกับงานโครงสร้างหรืองานตกแต่งที่ไม่ได้สัมผัสอาหารโดยตรง

น้ำยาตรวจสอบสแตนเลสทำงานอย่างไร
น้ำยาชนิดนี้ใช้หลักการทางเคมีง่าย ๆ คือหยดลงบนผิวโลหะที่ขัดเปิดหน้าใหม่ น้ำยาจะทำปฏิกิริยากับธาตุในเนื้อเหล็ก เช่น แมงกานีสและโมลิบดีนัม แล้วเปลี่ยนเป็นสีต่างกันตามกลุ่มเกรด จากนั้นนำสีที่ได้ไปเทียบกับแถบสีที่พิมพ์มากับกล่อง
ข้อดีคือใช้งานง่ายมาก ไม่ต้องต่อไฟฟ้า ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ ขวดเล็กพกพาสะดวก ขนาด 12 มิลลิลิตร ใช้ได้ประมาณ 200 ครั้ง และในกล่องมีแท่งขัดผิวแถมมาให้ ใช้เตรียมผิวก่อนหยดได้ทันที

อ่านผลจากสีอย่างไร
- น้ำตาลเข้ม – ดำ คือกลุ่ม 316 ที่มีโมลิบดีนัม
- เขียวอ่อนหรือแทบไม่มีสี คือกลุ่ม 304
- ชมพูอ่อน คือ 301
- แดงหรือแดงเข้ม คือซีรีส์ 200 / 201 / 202 ซึ่งไม่จัดเป็นเกรดอาหาร
ถ้าต้องการเพียงคำตอบว่า “ใช่ 316 หรือไม่” มีอีกแบบที่ทำมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ผลออกมาเป็นสองกลุ่มชัดเจน คือน้ำตาลเข้มเท่ากับเป็น 316 ส่วนเขียวอ่อนหรือไม่มีสีคือวัสดุอื่น

คำถามที่พบบ่อย
ใช้กับชิ้นงานที่ทาสีหรือชุบผิวได้ไหม
ต้องขัดผิวให้ถึงเนื้อโลหะจริงก่อนเสมอ ถ้าหยดลงบนสี ผิวชุบ หรือคราบน้ำมัน สีที่ได้จะไม่ใช่ผลของเนื้อเหล็ก
ทำไมหยดน้ำยาแล้วแผ่กระจาย
มักเกิดจากขัดผิวเป็นบริเวณกว้างเกินไป หรือผิวยังมีคราบน้ำมัน ให้เช็ดแล้วขัดใหม่เฉพาะจุดเล็ก ๆ ขนาดประมาณเมล็ดข้าว แล้วหยดใหม่เพียงหยดเดียว
ต้องรอผลนานแค่ไหน
แบบทั่วไปอ่านที่ 3 – 4 นาที ไม่ควรเกิน 6 นาที ส่วนแบบตรวจ 316 สังเกตสีระหว่าง 3 – 6 นาที ควรจับเวลาไว้ เพราะการปล่อยนานเกินไปทำให้สีเข้มขึ้นจนตีความผิด
ทดสอบแล้วภาชนะยังใช้กับอาหารได้ไหม
ได้ แต่ต้องทำความสะอาดก่อน โดยขัดรอยทดสอบออก ล้างด้วยน้ำยาล้างจาน ล้างน้ำไหลราว 1 นาที แล้วราดน้ำร้อนอีกครั้ง และควรเลือกทดสอบบนจุดที่ไม่ใช่ผิวโชว์ตั้งแต่แรก
ผลที่ได้ใช้เป็นเอกสารรับรองได้หรือไม่
ไม่ได้ น้ำยาชนิดนี้เป็นการคัดกรองเบื้องต้น ไม่ใช่การวิเคราะห์เชิงปริมาณ ถ้าต้องการเอกสารกำกับควรใช้เครื่องวิเคราะห์โลหะอย่าง XRF หรือขอใบรับรองวัสดุจากผู้ผลิตเหล็ก
ขวดหนึ่งใช้ได้กี่ครั้ง เก็บได้นานไหม
ขวดขนาด 12 มิลลิลิตร ใช้ได้ประมาณ 200 ครั้ง อายุการเก็บ 24 เดือน ควรปิดฝาให้สนิทหลังใช้ เก็บในที่ร่ม แห้ง ไม่โดนแดดจัด และเก็บกล่องไว้ด้วยเพราะแถบสีเทียบผลพิมพ์อยู่บนกล่อง

ข้อควรระวัง น้ำยามีฤทธิ์กัดกร่อน ห้ามกลืน ห้ามให้เข้าตา เก็บให้พ้นมือเด็ก หากโดนผิวหนังหรือเสื้อผ้าให้ล้างด้วยน้ำสะอาดทันที · ตัวหนังสือที่พิมพ์บนกล่องและฉลากขวดเป็นภาษาจีนตามสินค้าจริง โดยเราแปลข้อความที่จำเป็นไว้ในเอกสารภาษาไทยให้แล้ว
📘 อ่านข้อมูลสินค้าและคู่มือการใช้งานฉบับภาษาไทย · 🛒 ดูรายละเอียดสินค้า
สอบถามเพิ่มเติม LINE @PYCM โทร 02-114-7416 ต่อ 2 · ปัญญาเคมีภัณฑ์


