Contact Form

ก่อนเริ่ม: เข้าใจนิสัยของกลูต้าไธโอนก่อนลงมือ

กลูต้าไธโอน (Glutathione) เป็นเปปไทด์สายสั้นที่ละลายน้ำ ทำงานโดยยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสซึ่งเป็นต้นทางของการสร้างเม็ดสีเมลานิน พร้อมกับต้านอนุมูลอิสระที่ทำให้ผิวหมองคล้ำ จุดแข็งของมันคือชื่อที่ผู้บริโภคไทยรู้จักดีและกลไกที่อธิบายได้ชัดเจน

แต่ในมุมนักตั้งสูตร กลูต้าไธโอนเป็นสารที่ต้อง “ถนอม” มากกว่าสารไวท์เทนนิ่งหลายตัว เพราะมันไวต่อความร้อน ค่า pH ที่ไม่เหมาะสม แสง อากาศ และไอออนโลหะ ถ้าจัดการไม่ถูกวิธี สูตรที่ตั้งใจทำมาอย่างดีอาจเสื่อมประสิทธิภาพเงียบ ๆ หรือเกิดกลิ่นกำมะถันอ่อน ๆ ภายในไม่กี่สัปดาห์ บทความนี้สรุปวิธีใช้งานจริงจากหน้างานให้ทีละขั้น

วิธีใช้กลูต้าไธโอนในสูตรเซรั่มและครีม อัตราการใช้ 1-3 เปอร์เซ็นต์
กลูต้าไธโอนชนิดละลายน้ำ — ละลายในเฟสน้ำก่อน แล้วเติมลงสูตรตอนอุณหภูมิต่ำ

1. อัตราการใช้ที่เหมาะสม

อัตรามาตรฐานคือ 1–3% ของน้ำหนักสูตรทั้งหมด

เนื่องจากเป็นวัตถุดิบที่ราคาต่อกรัมสูงกว่าสารไวท์เทนนิ่งพื้นฐาน การคำนวณต้นทุนต่อชิ้นตั้งแต่ขั้นออกแบบสูตรจึงสำคัญมาก

2. ลำดับการเติม — ละลายก่อน แล้วค่อยเข้าสูตรตอนเย็น

  1. ชั่งและละลายในน้ำ — แบ่งน้ำส่วนหนึ่งของสูตรมาละลายผงกลูต้าไธโอนจนใส ไม่มีตะกอน ชนิด Extrasol จะละลายง่ายกว่าชนิดทั่วไปมาก
  2. ถ้าละลายยาก ใช้ความร้อนได้แค่ช่วงสั้น ๆ — อุ่นน้ำที่ 60–70°C เฉพาะขั้นตอนละลายเพื่อให้เร็วขึ้น แล้วรีบลดอุณหภูมิลงทันที ห้ามแช่ความร้อนค้างไว้
  3. เติมลงสูตรตอนอุณหภูมิไม่เกิน 40°C — นี่คือกฎเหล็ก เติมช่วงท้ายของกระบวนการหลังตีอิมัลชันและปล่อยให้เย็นลงแล้ว
  4. ปรับค่า pH ให้อยู่ในช่วง 3–6 — วัดหลังเติมทุกครั้ง อย่าเดา
  5. เติมสารกันเสียและสารคีเลต — EDTA หรือสารคีเลตอื่นช่วยจับไอออนโลหะที่เร่งการเสื่อมของสูตร

3. ค่า pH — ตัวแปรที่ชี้เป็นชี้ตายของสูตร

ช่วงที่เหมาะสมคือ pH 3–6 ถ้าค่า pH ของสูตรออกไปทางด่าง กลูต้าไธโอนจะเสื่อมเร็วขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมสูตรสบู่ก้อนที่มี pH สูงจึงเก็บกลูต้าไธโอนไว้ได้ไม่ดีนัก หากต้องการทำสบู่กลูต้า แนะนำให้ใช้เบสสบู่ที่ปรับ pH ให้ต่ำลงหรือเลือกทำเป็นสบู่เหลว/ครีมอาบน้ำที่คุม pH ได้ง่ายกว่า

สำหรับเซรั่ม การตั้ง pH ไว้ราว 4.5–5.5 เป็นช่วงที่ลงตัวทั้งกับความคงตัวของกลูต้าไธโอนและความสบายผิวของผู้ใช้

ควบคุมอุณหภูมิและ pH เพื่อความคงตัวของกลูต้าไธโอนในสูตร
คุมอุณหภูมิไม่เกิน 40°C และ pH 3–6 คือหัวใจของความคงตัว

4. จับคู่กับวิตามินซี — สูตรคลาสสิกที่ได้ทั้งผลและความเสถียร

การจับคู่ที่นิยมที่สุดคือ กลูต้าไธโอน : L-Ascorbic Acid = 1 : 10 เช่น ถ้าใส่วิตามินซี 10% ก็ใส่กลูต้าไธโอน 1% เหตุผลคือทั้งคู่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วย “ประคอง” กันในระบบ ทำให้วิตามินซีในสูตรเสถียรขึ้น เกิดการเปลี่ยนสีเป็นเหลืองน้ำตาลช้าลง

ข้อควรระวัง: สูตรวิตามินซีเข้มข้นมักมี pH ต่ำ (ราว 3–3.5) ซึ่งยังอยู่ในช่วงที่กลูต้าไธโอนรับได้ แต่ต้องคุมอุณหภูมิการผลิตให้ต่ำและบรรจุในขวดทึบแสงแบบสุญญากาศหรือขวดปั๊มที่อากาศเข้าน้อยที่สุด

5. ข้อผิดพลาดยอดฮิตของมือใหม่

6. โครงสูตรตัวอย่าง (เซรั่มผิวกระจ่างใส)

ตัวอย่างโครงสูตรอย่างง่ายเพื่อให้เห็นภาพ (ปรับตามวัตถุดิบจริงที่มี)

ผลิตโดยเตรียมเฟสน้ำและสารเพิ่มความหนืดก่อน ปล่อยให้เย็นลงต่ำกว่า 40°C แล้วจึงเติมสารละลายกลูต้าไธโอน คนช้า ๆ ให้เข้ากัน วัด pH ปรับให้ได้ตามเป้า แล้วบรรจุ

กลูต้าไธโอนเกรดเครื่องสำอาง ชนิด Extrasol ละลายน้ำดี สำหรับตั้งสูตร
ชนิด Extrasol ละลายน้ำได้สูงกว่าชนิดทั่วไปอย่างน้อย 5 เท่า — ลดเวลากวนและความร้อนสะสม

สรุป

กลูต้าไธโอนไม่ใช่สารที่ใช้ยาก เพียงแต่ต้องเคารพเงื่อนไขสามข้อของมันให้ครบ คือ อุณหภูมิไม่เกิน 40°C · pH 3–6 · เก็บให้พ้นแสงและอากาศ ถ้าทำได้ครบ คุณจะได้สูตรที่ทั้งขายง่ายด้วยชื่อสารที่ผู้บริโภครู้จักดี และอยู่ตัวตลอดอายุสินค้า

💧 สนใจแอล-กลูต้าไธโอน (L-Glutathione) เกรดเครื่องสำอาง ชนิดละลายน้ำดีพิเศษ มีตั้งแต่ขนาดทดลองสูตร 10 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ดูรายละเอียดสินค้าได้ที่ แอล-กลูต้าไธโอน (L-Glutathione) เกรดเครื่องสำอาง — ปัญญาเคมีภัณฑ์ หรือสอบถามทีมงาน LINE @PYCM โทร 02-1147416 ต่อ 2

หมายเหตุ: เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตเครื่องสำอาง ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรค