สำหรับคนที่ทำครีมขายเป็นอาชีพ ต้นทุนไม่ได้อยู่แค่ค่าวัตถุดิบต่อกิโล แต่อยู่ที่เวลาที่ใช้ต่อหนึ่งล็อตด้วย การต้มสองเฟส รอให้อุณหภูมิเท่ากัน กวนจนเย็น แล้วค่อยบรรจุ กินเวลาไปครึ่งวันได้ง่าย ๆ ทั้งที่เนื้อครีมสุดท้ายอาจไม่ต่างจากวิธีที่เร็วกว่าเลย
บทความนี้จะเทียบให้เห็นชัด ๆ ระหว่างการทำครีมแบบร้อน (hot process) กับการทำครีมแบบเย็น (cold process) ว่าต่างกันตรงไหน ใครควรใช้แบบไหน และทำไมสูตรบางประเภทถึงควรเลิกต้มไปเลย

วิธีร้อนกับวิธีเย็น ต่างกันตรงไหน
วิธีร้อน คือการอุ่นเฟสน้ำและเฟสน้ำมันแยกกันให้ได้อุณหภูมิใกล้เคียงกัน แล้วเทรวมพร้อมกวน ตัวประสานหลายชนิดต้องละลายด้วยความร้อนก่อนถึงจะทำงานได้ ข้อดีคือเป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้กับสารได้หลากหลาย ข้อเสียคือกินเวลา กินค่าไฟ ต้องมีอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ และต้องรอเย็นก่อนใส่สารที่ไวความร้อน
วิธีเย็น คือการใช้ตัวประสานที่ทำงานได้ที่อุณหภูมิห้อง ผสมแล้วข้นทันทีระหว่างกวน ไม่ต้องตั้งหม้อ ไม่ต้องรอเย็น ข้อดีคือเร็วและควบคุมง่าย ข้อจำกัดคือต้องเลือกสารให้ตรงประเภท และมีเพดานปริมาณน้ำมันที่รับได้
เวลาที่ประหยัดได้ ไม่ใช่เรื่องเล็ก
ลองคิดเป็นขั้นตอนจริงในครัวหรือในไลน์ผลิตขนาดเล็ก
- อุ่นเฟสน้ำและเฟสน้ำมันให้ได้อุณหภูมิเป้าหมาย 20-40 นาที
- เทรวมและกวนให้เป็นเนื้อเดียว 10-20 นาที
- รอเย็นลงมาถึงอุณหภูมิที่ใส่น้ำหอมและสารกันเสียได้ 30-60 นาที
- ตรวจเนื้อ ปรับความข้น แล้วบรรจุ
เทียบกับวิธีเย็นที่ตัดสองขั้นตอนแรกเรื่องความร้อนและการรอเย็นออกไปทั้งหมด งานที่เคยใช้เวลาเป็นชั่วโมงเหลือเพียงขั้นตอนกวนและบรรจุ นั่นแปลว่าในหนึ่งวันคุณทำได้หลายล็อตขึ้น โดยไม่ต้องเพิ่มคนหรือเพิ่มเตา
ตัวอย่างสารที่ใช้ทำวิธีเย็น
สารที่ใช้กันแพร่หลายในกลุ่มนี้คือ COSMEDIA SP ชื่อ INCI Sodium Polyacrylate ลักษณะเป็นของเหลวสีขาวขุ่น ทำหน้าที่สองอย่างพร้อมกัน คือเป็นตัวประสานเนื้อครีมและตัวเพิ่มความหนืด
| ชื่อ INCI | Sodium Polyacrylate |
| CAS No. | 9003-04-7 |
| อัตราการใช้ | 0.5-5% ในครีมและโลชั่น |
| ประสานน้ำมันได้สูงสุด | 20% ของสูตร |
| ช่วง pH | 2.5-11 |
| ความเร็วการปั่น | ไม่เกิน 2,500 รอบต่อนาที |
เพราะทำสองหน้าที่ในตัวเดียว สูตรจึงใช้สารน้อยลง ลดทั้งต้นทุนต่อชิ้นและงานสต็อกวัตถุดิบ ซึ่งสำคัญมากสำหรับคนที่ทำหลายสูตรพร้อมกัน

สูตรแบบไหนที่ควรเลิกต้ม
สูตรที่มีสารสำคัญไวความร้อน
วิตามินซี วิตามินอี สารสกัดจากพืช และสารออกฤทธิ์หลายตัวเสื่อมสภาพเมื่อโดนความร้อนนาน ๆ การทำแบบเย็นทำให้ใส่สารเหล่านี้ได้ตั้งแต่ต้นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องอุณหภูมิ
สูตรเซรั่มและเจล
สูตรที่แทบไม่มีเฟสน้ำมัน หรือมีน้อยมาก จะได้ประโยชน์เต็มที่จากพอลิเมอร์กลุ่มนี้ เพราะทำหน้าที่สร้างความหนืดให้เนื้อใส ๆ ดูมีน้ำหนักและเกลี่ยลื่นขึ้นทันที
สูตรน้ำหอมชัดหรือใส่น้ำมันหอมระเหย
ความร้อนทำให้กลิ่นระเหยหายไประหว่างผลิต ทำแบบเย็นจึงคงกลิ่นได้ดีกว่าและใช้น้ำหอมน้อยลงในการให้ผลลัพธ์เท่าเดิม
งานผลิตรอบสั้นหรือรับผลิตล็อตเล็ก
ถ้ารับงานหลายเจ้าและแต่ละล็อตไม่ใหญ่ เวลาเซ็ตอัพและล้างอุปกรณ์คือต้นทุนจริง การตัดขั้นตอนความร้อนออกช่วยให้สลับสูตรได้เร็วขึ้นมาก
สิ่งที่ยังต้องระวังในวิธีเย็น
- เพดานน้ำมัน ระบบนี้รับน้ำมันได้ราว 20% ของสูตร ถ้าสูตรของคุณเป็นบาล์มหรือครีมเนื้อหนักที่มีไขมันสูงกว่านั้น ยังต้องใช้วิธีร้อนอยู่
- ความเร็วในการกวน ห้ามปั่นเกิน 2,500 รอบต่อนาที เพราะจะทำให้สายพอลิเมอร์ขาดและความหนืดหายไป ปัญหา “ยิ่งปั่นยิ่งเหลว” ส่วนใหญ่มาจากข้อนี้
- ของแข็งที่ต้องละลายด้วยความร้อน เช่น ไขบางชนิดหรือบัตเตอร์ ยังต้องหลอมก่อน แม้ตัวประสานจะไม่ต้องใช้ความร้อนก็ตาม
- ระบบกันเสีย ไม่ว่าจะทำร้อนหรือเย็น สูตรที่มีน้ำก็ต้องมีสารกันเสียที่เหมาะสมเสมอ และควรทดสอบความคงตัวก่อนขายจริง

เริ่มต้นยังไงให้ไม่เสียของ
- ทดลองล็อตเล็กที่ 100-200 กรัมก่อน โดยใช้พอลิเมอร์ที่ 1% ของสูตร
- ถ้ามีเฟสน้ำมัน ผสมพอลิเมอร์ในเฟสน้ำมันก่อน แล้วค่อยเทเฟสน้ำลงพร้อมกวนต่อเนื่อง
- สังเกตความข้นระหว่างกวน ถ้ายังไม่พอให้เพิ่มทีละ 0.5% ไม่เกิน 5%
- ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง 1-2 สัปดาห์ และลองวางในที่ร้อนสลับเย็น เพื่อดูว่าเนื้อยังนิ่งอยู่ไหม
- เมื่อได้สูตรที่นิ่งแล้ว จดอัตราส่วนและความเร็วรอบที่ใช้ไว้ให้ครบ เพื่อทำซ้ำได้เหมือนเดิมทุกล็อต
สรุป
วิธีร้อนยังจำเป็นสำหรับสูตรที่มีไขมันสูงและสารที่ต้องหลอม แต่สำหรับครีมบำรุง โลชั่น เซรั่ม และเจลที่มีน้ำมันไม่เกิน 20% การทำแบบเย็นให้ผลลัพธ์ที่ดีพอ ๆ กันในเวลาที่สั้นกว่ามาก และเปิดทางให้ใส่สารที่ไวความร้อนได้อย่างสบายใจ
อ่านสเปกเต็มของ COSMEDIA SP (Sodium Polyacrylate) รหัส 6853 ได้ที่ blog.42okok.com/post/87 และดูหน้าสินค้าที่ 42okok.com
สอบถามราคาปลีก-ส่ง ปัญญาเคมีภัณฑ์ LINE @PYCM โทร 02-1147416 ต่อ 2


